Category: Uncategorized (Page 2 of 2)

เสื้อผ้าเด็ก..เลือกให้ดีก็ห่างไกลปัญหาผื่นแพ้ผิวหนังในเด็กได้

5.1

ผื่นแพ้ที่เกิดในเด็กมีด้วยกันหลากหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีสาเหตุในการเกิดแตกต่างกัน โดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กที่มีลักษณะเนื้อผ้าชนิดต่างๆ ที่มีผลทำให้ผิวระคายเคือง อาจเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นทำให้ผิวหนังลูกเกิดผื่นแพ้ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด ควรมาทำความรู้จักหรือทำความเข้าใจผื่นแพ้ในผิวเด็กแต่ละชนิด พร้อมกับเลือกเสื้อผ้าให้ลูกน้อยให้เหมาะสมกับผิว และช่วยถนอมผิวได้กันดีกว่า

5.2

ผื่นลมพิษ

ผื่นลมพิษหรือผื่นแพ้ ผื่นลักษณะนี้มักจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ได้ที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายพยายามต้านทานสิ่งนั้นจนเกิดอาการแพ้ขึ้นมา ผื่นจะมีลักษณะแดงบวม และคันมาก สาเหตุอาจจะเกิดจากสารเคมีหรืออาหารบางชนิด ซึ่งการพบแพทย์เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหาสาเหตุของปัญหาหรือการดูแลรักษาอาการเหล่านี้นั่นเอง

ผื่นหน้าร้อน

ผื่นหน้าร้อน มีลักษณะอาการของการมีผด ผื่นและอาการคันขึ้นตามผิวหนัง มักจะเกิดขึ้นบริเวณหน้าผากหน้าอก หลัง ข้อพับ หรือบริเวณอับชื้นอื่นๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการกำจัดเหงื่อของร่างกาย เพื่อที่ให้อุณหภูมิร่างกายลดลง แต่การอุดตันของท่อเหงื่อทำให้เกิดการสะสมของเสียต่างๆไว้ทำให้เกิดอาการอักเสบของต่อมเหงื่อขึ้น ซึ่งอาการแสดงของผื่นหน้าร้อนจะมี 3 ลักษณะ คือ แบบที่ 1 เป็นตุ่มแดงๆ และอาจจะมีอาการคันร่วมด้วย แบบที่ 2 เป็นตุ่มน้ำใสและแบบที่ 3 เป็นตุ่มหนอง ซึ่งปัญหาผื่นหน้าร้อนนี้จะพบได้มากในเด็ก เพราะเด็กจะยังมีการทำงานของต่อมเหงื่อที่ไม่สมบูรณ์ เสี่ยงต่อการอุดตันของต่อมเหงื่อได้ง่าย โดยทั่วไปลักษณะของผื่นหน้าร้อน ที่พบคือเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มใส ซึ่งเมื่อผื่นเหล่านี้แห้งไปแล้วจะมีลักษณะเหมือนเป็นขุยผิวหนังเกิดขึ้น วิธีการรักษาจึงต้องเป็นการดูแลตามอาการของผื่น โดยการเช็ดตัวหรืออาบน้ำเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายบ่อยๆ หากมีอาการคันก็อาจจะใช้คาลาไมน์ทาบรรเทาอาการได้

5.3

ผื่นผ้าอ้อม

ผื่นผ้าอ้อมหรือ Diaper dermatitis ซึ่งจะมีลักษณะการอักเสบของผิวหนังในบริเวณที่สวมใส่หรือบริเวณใกล้เคียงกับขอบเขตของการสวมใส่ผ้าอ้อมอยู่ ทำให้บริเวณเหล่านั้นจะมีผื่นเล็กๆสีแดงเกิดขึ้นหรือมีลักษณะคล้ายผด ร่วมกับอาการแสบคันนั่นเอง รวมถึงอาการแสดงอย่างอื่นเช่น

  • ในขณะที่พ่อแม่ทำความสะอาดบริเวณก้นเด็ก เด็กจะมีอาการเจ็บและร้องไห้ออกมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าสะอาดเช็ดหรือการอาบน้ำ
  • เด็กมีอาการของการถ่ายอุจจาระเหลวมากขึ้นและถี่มากขึ้น
  • การมีโอกาสที่จะมีความชื้นสะสมในผ้าอ้อม เช่น การไม่ได้เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กได้เมื่อผ้าอ้อมชื้น

สาเหตุหลักๆของผื่นผ้าอ้อม ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อและความชื้น การเสียดสีกับผ้าอ้อม และเชื้อรา ซึ่งเป็นทั้งแหล่งสะสมความชื้นและเชื้อโรคนั่นเอง

5.4

ผื่นแพ้สัมผัส

ผื่นแพ้สัมผัส หรือที่เรียกกันว่า Contact dermatitis นั้นเป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กทารกจนถึงเด็กทั่วไปที่ได้รับการดูแลในการเลือกเสื้อผ้าที่ไม่ดีพอหรือเหมาะสมกับสภาพผิวหรือการใช้งานของเด็ก เนื่องจากการที่ผิวของเด็กมีความบอบบางและได้สัมผัสกับเสื้อผ้าที่ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะผิวของเด็กหรือการใช้งานของเด็ก เสื้อผ้าก็จะกลายมาเป็นตัวกระตุ้นที่ดีสำหรับผื่นประเภทนี้นั่นเอง  สาเหตุของผื่นแพ้สัมผัสหลักๆ เลยคือ เสื้อผ้าร่วมกับการทำงานของร่างกายเด็กที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น เซลล์ผิวหนังที่ยังโตไม่เต็มที่ ยังขาดความยืดหยุ่นและไม่แข็งแรง ระบบต่อมไร้ท่อต่างๆที่ยังทำงานไม่เต็มที่ เช่น ต่อมเหงื่อและต่อไขมัน จึงมีการอุดตันจนเกิดการอักเสบได้ง่าย เกิดเป็นผื่นแพ้สัมผัสขึ้น

การป้องกันอาการของผื่นแพ้ผ้าอ้อมและผื่นแพ้สัมผัส

  • หมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ โดยการใช้ผ้าอ้อม 1 ครั้งไม่ควรนานเกิน 3 ชั่วโมง
  • ของใช้อื่นๆ ที่สัมผัสกับผิวของเด็ก หรือมีโอกาสในการสะสมความชื้นไว้ เช่น ที่นอน ผ้าห่ม ควรทำความสะอาดเป็นประจำและตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิท
  • การทำความสะอาดเสื้อผ้าเด็กควรแยกจากเสื้อผ้าผู้ใหญ่ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ
  • หากเด็กมีการแพ้หรืออาการผื่นแพ้เหล่านี้มาก่อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีการระบายอากาศดีมาใช้เป็นตัวเลือกแรกๆ

 

 

 

เลือกเสื้อผ้าอย่างไรให้เหมาะกับลูกแฝด

หลายคนที่มีลูกอาจจะจินตนาการได้ว่าการเลี้ยงลูกนั้นเหนื่อยแค่ไหน ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน เด็กๆมักจะมีปัญหามาให้คุณพ่อและคุณแม่แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวอยู่พอตัว แต่ปัญหานี้จะเพิ่มขึ้นหลายเท่ามากเมื่อคุณพ่อคุณแม่มีลูกแฝด ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่เพิ่มเป็น 2 เท่าแต่จะเพิ่มมากกว่านั้นอีก ซึ่งอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องมีเวลาให้ลูกมากขึ้นด้วย

4.1

ปัญหาสำคัญของลูกแฝด
ปัญหาสำคัญของลูกแฝดที่หลายคนนึกออกได้ทันทีนั่นก็คือ การแยะเด็กที่เหมือนกันออกจากกันในกรณีที่เป็นแฝดแท้ ซึ่งเด็กแฝดแท้นั้นจะเหมือนกันมากจนหลายครั้ง แม้แต่คุณพ่อคุณแม่เองก็แยกได้ยาก ดังนั้นวิธีการที่คุณพ่อคุณแม่มักใช้เพื่อช่วยในการแยกเด็กแฝดออกจากกันนั่นก็คือ การเลือกข้าวของเครื่องใช้ที่แตกต่างกันให้เด็กแฝดนั่นเอง

การเลือกข้าวของเครื่องใช้ที่แตกต่างกันให้เด็กแฝด
ข้าวของเครื่องใช้ในที่นี้อาจจะเลือกได้ตั้งแต่ที่นอน เสื้อผ้า หรือของใช้ส่วนบุคคลอื่นๆ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสลับกันในกรณีที่เด็กไม่มีข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจนนั่นเอง ซึ่งเราอาจจะกำหนดสีส่วนตัวของเด็กไปเลยก็ได้เช่น แฝดพี่ใช้สีขาว แฝดน้องใช้สีดำ ซึ่งเราอาจะสลับวันกันได้แต่ตัวคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องไม่สับสนด้วย แล้วการใช้ข้าวของต่างกันต้องทำจนถึงเมื่อไหร่กันล่ะ

การใช้ข้าวของต่างกันต้องทำจนถึงเมื่อไหร่
ความจริงระยะเวลาที่ใช้วิธีการนี้ไม่ตายตัวนัก ตัวคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ตัดสินใจได้เลย ซึ่งที่เราพบเห็นกันส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้วิธีการนี้ตอนที่ตัวคุณพ่อคุณแม่สามารถแยกเด็กออกจากกันได้แล้ว ส่วนหนึ่งก็มาจากนิสัยของเด็กที่เริ่มแสดงออกมาอย่างแตกต่างกันในบางเรื่อง อย่างเช่น แฝดพี่อาจจะชอบนอนเฉยๆ และแฝดน้องชอบโยเยและติดคุณพ่อคุณแม่ ลักษณะแบบนี้ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถแยกเด็กออกจากกันได้

4.2

และเมื่อเราสามารถแยกเด็กออกจากกันได้แล้วเราอาจจะใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่เหมือนกันได้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของเด็กลงได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่สามารถซื้อทีเดียวในปริมาณมากๆได้ แทนที่จะซื้อเป็นชิ้นๆ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กโตมากพอที่จะมีความชอบหรือความต้องการเป็นของตนเองแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องเริ่มปล่อยให้เด็กเลือกซื้อของให้ตนเองได้ตามความชอบ

ข้อตกลงในการเลือกซื้อของเด็ก
ข้อตกลงในการเลือกซื้อของของเด็กจะเริ่มมีบทบาทเมื่อลูกโตขึ้นพอที่จะเลือกซื้อของของตัวเองได้ เพราะเราต้องกำหนดข้อตกลงเพื่อความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของเด็กทั้งคู่นั่นเอง ซึ่งเราต้องทำการตกลงให้เข้าใจกันทุกคนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในภายหลัง ซึ่งพ่อแม่หลายๆคนก็อาจจะเลือกใช้วิธีง่ายๆ อย่างเช่น การที่พ่อแม่เป็นผู้เลือกซื้อให้แทนไปเลย หรือการเลือกซื้อของหนึ่งชิ้นตามความชอบของเด็กหนึ่งคน

โดยอาจจะเลือกรองเท้าแบบที่แฝดพี่ชอบ และเลือกกางเกงแบบที่แฝดน้องชอบ ส่วนที่เหลือพ่อแม่เป็นผู้เลือก เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นเพียงวิธีง่ายๆ เท่านั้น ในสถานการณ์จริงๆ อาจจะมีหลากหลายวิธีซึ่งต้องปรับให้เข้ากับเด็กแต่ละคนด้วยเช่นกัน

 

ผ้าอ้อมเด็กแต่ละชนิดมีลักษณะเป็นอย่างไร

ผ้าอ้อมที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันมีหลากหลายชนิด โดยสามารถแบ่งได้ชนิดของผ้าหรือการใช้งานก็ได้ ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวเพียงแค่การแบ่งชนิดของผ้าอ้อมตามชนิดของผ้าก่อน คือ ผ้าอ้อมผ้าสาลู ผ้าอ้อมผ้าสำลี ผ้าอ้อมผ้าไม่ทอ ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้าย ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายทอ 2 ชั้น  และผ้าอ้อมผ้าฝ้าย  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

3.1

ผ้าอ้อมผ้าสาลู
ผ้าอ้อมผ้าสาลู มีคุณสมบัติเด่นของผ้าสาลู คือ ซับน้ำได้ดี ผ้าไม่เป็นขึ้นขน ระบายอากาศได้ดีมากจึงแห้งเร็วมาก จึงนิยมนำมาใช้ในเสื้อผ้าหน้าฝน มีราคากลางๆ ไม่แพงหรือถูกมาก แบ่งออกเป็นผ้าอ้อมผ้าสาลูแบบ Over Lock ราคาถูกแต่ไม่ค่อยทนทาน และผ้าอ้อมผ้าสาลู แบบ Lockstitch ราคาสูงขึ้นและมีอายุการใช้งานมากขึ้น ทังนี้ราคาของผ้าอ้อมผ้าสาลู จะขึ้นอยู่กับเกรดของผ้าสาลูที่นำมาใช้ด้วย อย่างเช่น ผ้าอ้อมผ้าสาลูเกรด A มักจะผสมผ้าฝ้าย 100% ลงไปด้วยผ้าจะมีความนุ่มและตาผ้าจะถี่มาก ราคาก็จะแพงขึ้นไปด้วย เป็นต้น

ผ้าอ้อมผ้าสำลี
ผ้าอ้อมผ้าสำลี มีคุณสมบัติเด่น คือ ความสามารถในการดูดซับน้ำที่อยู่ในระดับดี แต่มีข้อเสียตรงที่ไม่ระบายอากาศดีนัก ผ้ามีความหนามากจึงทำให้แห้งได้ยากเมื่อซักแล้วขึ้นเป็นขน หรือใช้ไปนานๆ แล้วผ้าจะมีเนื้อผ้าแข็งขึ้น ราคาปานกลางเท่าๆ กับผ้าสาลู และผ้าสำลีก็มีหลากหลายเกรดเช่นกันตามกระบวนการผลิตและวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นผ้าสำลี อย่างไรก็ตามการดูเกรดของผ้าสำลีจะดูคล้ายกับผ้าสาลู คือ ต้องดูที่ความนุ่ม ความห่างของตาผ้า เป็นต้น ถึงแม้ว่าผ้าอ้อมผ้าสำลีจะมีความหนากกว่าผ้าชนิดอื่นๆ แต่ก็ดีกับการใช้งานในฤดูหนาว เพราะจะช่วยให้เด็กอบอุ่นมากขึ้นนั่นเอง

3.2

ผ้าอ้อมผ้าไม่ทอ
ผ้าอ้อมผ้าไม่ทอ ผ้าอ้อมชนิดนี้ไม่ได้ผลิตมาจากเส้นใยธรรมชาติแต่อย่างใด แต่มาจากการใช้เส้นใยสังเคราะห์นั่นเอง ดังนั้นผ้าอ้อมผ้าไม่ทอจึงไม่ได้ผ่านกระบวนการทอผ้าออกมาเป็นเส้นใยก่อนที่จะทอผ้าเป็นผืนนั่นเอง ผ้าอ้อมผ้าไม่ทอมีคุณสมบัติเด่น คือ ลายที่สกรีนหรือพิมพ์ลงบนผ้าอ้อมผ้าไม่ทอหรือผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ นั้น เมื่อนำไปสกรีนหรือพิมพ์ลายจะได้ลายที่มีความคมชัดมาก ราคาปานกลาง ซึ่งสวนทางกับคุณสมบัติในการ ดูดซึมน้ำซึ่งถือว่าไม่ดีเอาเสียเลย อีกทั้งเนื้อผ้าค่อนข้างแข็ง และผ้ายังไม่ค่อยระบายอากาศอีกด้วย

ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้าย
ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้าย มีคุณสมบัติเด่นของผ้าสาลูและผ้าฝ้ายอยู่รวมกัน คือ เกิดอาการแพ้ได้น้อยเพราะเป็นเส้นใยธรรมชาติทั้งคู่ และยังแห้งได้ไวเพราะมีความสามารถในการระบายอากาศที่ดี รวมไปถึงความสามารถในการดูดซึมความชื้นที่ดีอีกด้วย ทำให้ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายนั้นใช้ได้ทุกฤดูกาล แต่แม้ว่าผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายจะแห้งง่าย เนื้อผ้านุ่มแต่เวลาซักผ้า ผ้าที่ออกมาจะยับเล็กน้อยและผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายก็มีราคาสูงอีกด้วย

3.3

ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายทอ 2 ชั้น 
ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายทอ 2 ชั้น มีคุณสมบัติเด่นเหมือนผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายเลย และจะมีการตัดเย็บอยู่ 2 แบบคือ ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายทอ แบบ Over Lock ราคาถูกแต่ไม่ค่อยทนทาน และผ้าอ้อมผ้าสาลู ผสมผ้าฝ้ายทอ แบบ Lockstitch ราคาสูงขึ้นและมีอายุการใช้งานมากขึ้น

ผ้าอ้อมผ้าฝ้าย
มีคุณสมบัติเด่นเหมือนผ้าอ้อมผ้าฝ้าย 2 ชั้น มีความสามารถในการซับน้ำได้น้อย ผ้าจะแข็งและขึ้นขนได้ง่าย นิยมใช้เป็นผ้ารองปูนอน และผ้ากันเปื้อนรองนอน ไม่ค่อยนำมาใช้เป็นเสื้อผ้าเด็กอีกด้วย

รู้จักผ้าอ้อมแต่ละชนิดกันไปแล้ว หวังว่าจากนี้คุณแม่จะสามารถมั่นใจในการเลือกใช้ผ้าอ้อมสำหรับลูกน้อยได้อย่างเหมาะมากขึ้นนะคะ

ผ้าอ้อมแต่ละชนิด เลือกใช้แบบไหนดีกว่ากัน

อย่างที่เราได้ทราบไปแล้วว่าผ้าอ้อมที่เรามีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันมีกี่ชนิดและแบ่งอย่างไรนั้น ในบทความนี้เราจะมาเปรียบเทียบกันระกว่างผ้าอ้อม 2 แบบ ผ้าอ้อม 2 แบบคือ ผ้าฝ้ายกับผ้าสำลี ซึ่งผ้าอ้อมจากผ้าฝ้ายกับผ้าสำลีมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้

2.1

ผ้าอ้อมผ้าฝ้ายและลักษณะเด่นของผ้าอ้อมผ้าฝ้าย
ผ้าอ้อมผ้าฝ้ายที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี้ จะมีทั้งผ้าอ้อมผ้าฝ้ายที่เป็นแบบใช้ผ้าฝ้ายล้วนๆและแบบที่อยู่ในรูปแบบที่ผสมกับเส้นใยผ้าชนิดอื่นๆอยู่ ได้แก่ ผ้าอ้อมผ้าฝ้าย ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้าย และผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายทอ 2 ชั้น ซึ่งการที่ผ้าอ้อมมีทั้งแบบผสมและแบบไม่ผสมผ้าอื่นๆนั้น ทำให้ผ้าอ้อมทั้ง 2 แบบแตกต่างกันทั้งลักษณะเด่นและการใช้งาน คือ

ผ้าอ้อมผ้าฝ้ายแบบไม่ผสมผ้าอื่น
ผ้าอ้อมผ้าฝ้ายแบบไม่ผสมผ้าอื่น จะมีลักษณะของผ้าฝ้ายอย่างเดียวเลย ซึ่งผ้าอ้อมผ้าฝ้ายจะมีความสามารถในการซับน้ำได้น้อย เมื่อใช้ไปนานๆ หรือซักบ่อยเข้าผ้าจะมีเนื้อแข็งและขึ้นขนได้ง่าย

2.2

ผ้าอ้อมผ้าฝ้ายแบบผสมผ้าอื่น
ซึ่งผ้าอื่นๆ ที่นำมาผสมกับผ้าฝ้ายในที่นี้ก็คือ ผ้าสาลูนั่นเอง โดยหลังจากที่ทำการผสมเส้นใยทั้ง 2 แบบและทอออกมาเป็นผ้าแล้ว ผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้ายจะมีลักษณะเด่นของทั้งผ้าสาลูและผ้าฝ้ายอยู่ด้วยกัน คือ ผ้าอ้อมจะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยเพราะเป็นเส้นใยธรรมชาติ แห้งได้ไวเพราะมีความสามารถในการระบายอากาศที่ดีมาก มีความสามารถในการดูดซึมของเหลวได้ดี มีความหนานุ่มในระดับที่พอดีเหมาะสมกับการใช้งานในเด็ก

แต่มีข้อเสียตรงที่ผ้านี้จะยับได้ง่ายและไม่สามารถรีดได้เพราะทำมาจากผ้าฝ้ายและมีราคาแพงจากการใช้ผ้าฝ้ายนั่นเอง ซึ่งผ้าอ้อมผ้าฝ้ายผสมผ้าสาลูจะแบ่งออกเป็น การทอ 1 ชั้นและ 2 ชั้น ในผ้าอ้อมผ้าฝ้ายผสมผ้าสาลูซึ่งมีการทอ 2 ชั้นยังสามารถแบ่งออกเป็นแบบแบบ Over Lock และแบบ Lockstitch ได้ด้วย ซึ่งในแต่ละแบบก็จะมีราคาและอายุการใช้งานแตกต่างกันไป โดยแบบ Over Lock จะมีราคาน่าคบกว่า แต่ก็มีอายุการใช้งานสั้นกว่าแบบ Lockstitch เช่นเดียวกัน

2.3

ผ้าอ้อมผ้าสำลีและลักษณะเด่นของผ้าอ้อมสำลี
ผ้าอ้อมผ้าสำลี คุณสมบัติเด่น คือ มีความสามารถในการดูดซับน้ำที่อยู่ในระดับดี ราคาน่าคบหาในระดับปานกลาง แต่มีข้อเสียตรงที่ไม่ระบายอากาศดีนักประกอบกับผ้าสำลีนั้นมีมีความหนามากจึงทำให้แห้งได้ยากมาก และเมื่อซักแล้วอาจจะขึ้นเป็นขนได้ หรือใช้ไปนานเข้าผ้าจะมีเนื้อผ้าแข็งขึ้น และผ้าสำลีก็มีหลากหลายเกรดเช่นกันตามกระบวนการผลิตและวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นผ้าสำลี อย่างไรก็ตามการดูเกรดของผ้าสำลีจะดูองค์ประกอบรวมๆ คือ ต้องดูที่ความนุ่ม ความห่างของตาผ้า เป็นต้น

ผ้าอ้อมผ้าฝ้ายและผ้าอ้อมผ้าสำลี เลือกผ้าแบบไหนดีกว่า
มาสู่คำถามสำคัญอย่างผ้าอ้อมผ้าฝ้ายและผ้าอ้อมผ้าสำลีแบบไหนดีกว่า ต้องบอกก่อนว่าถ้าหากดูข้อมูลทั้งของผ้าอ้อมผ้าฝ้ายและผ้าอ้อมผ้าสำลีแล้วขอสรุปคร่าวๆเลยว่า เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าผ้าอ้อมผ้าฝ้ายหรือผ้าอ้อมผ้าสำลีนั้นดีกว่ากัน จนกว่าเราจะรู้ว่าเราต้องการนำผ้าชนิดนั้นๆไปทำอะไรกันแน่ อย่างเช่น ผ้าอ้อมผ้าฝ้าย ซึ่งมีความสามารถในการดูดซับน้ำน้อย จึงนิยมนำไปใช้ปูเป็นที่นอนมากกว่า

ส่วนผ้าอ้อมผ้าสาลูผสมผ้าฝ้าย ทั้งแบบทอชั้นเดียวและทอ 2 ชั้นนั้นจะใช้เป็นเสื้อผ้าเด็กแต่จะใช้ในฤดูกาลที่เด็กต้องการความอบอุ่นมากอย่างฤดูหนาว แต่จะไม่เหมาะกับการใช้งานในหน้าฝนเพราะผ้าแห้งยาก อาจจะทำให้เกิดเชื้อราได้ เป็นต้น

เลือกเสื้อผ้าเด็ก..ทำไมต้องใส่ใจพิจารณาเนื้อผ้าเป็นหลัก

เสื้อผ้าเด็กเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องให้ความสนใจ เพราะอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุหรือปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของเด็กได้ นั่นเพราะเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับเด็กอาจจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นในเด็ก อาจจะเป็นด้านร่างกายทั่วไปหรือด้านสุขภาพภายในก็ได้เช่นกัน

1.1

ดังนั้น การเลือกเสื้อผ้าจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ นอกจากจะต้องเลือกเส้นใยผ้าจากธรรมชาติที่ไม่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้แล้ว เรายังต้องเลือกเสื้อผ้าของเด็กให้มีความหนานุ่มด้วย นั่นก็เพราะผิวของเด็กยังมีความบอบบางและสามารถเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นตะเข็บเย็บผ้า กระดุม ซิป หรือแม้กระทั่งตัวเนื้อผ้าเองก็ตาม ล้วนแล้วแต่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการระคายเคืองได้ทั้งนั้น พ่อแม่จึงต้องเลือกเสื้อผ้าที่มีความนุ่มในระดับหนึ่งเพื่อป้องกันการระคายเคืองนั้น และไม่ควรเลือกที่หนาจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นได้หากผ้าไม่สามารถระบายความชื้นได้ดีพอ

เนื้อผ้าที่นิยมผลิตเป็นเสื้อผ้าเด็กในปัจจุบัน
เนื้อผ้าที่นิยมนำมาทำเสื้อผ้าเด็กในปัจจุบันตามท้องตลาดมีด้วยกัน 3 ชนิด คือ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน และผ้าใยไผ่นั่นเอง ซึ่งเจ้าผ้าใยไผ่นี้เพิ่งได้รับการพัฒนามาเมื่อไม่กี่ปีมานี้และหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคย ยังไงก็ลองมาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย

ผ้าฝ้าย
ผ้าฝ้ายเป็นผู้ที่มีการใช้มาอย่างนานนม และถือว่าเป็นผ้าที่มีการใช้ในเสื้อผ้าเด็กมากที่สุดด้วย เป็นผ้าที่สามารถผลิตได้ในประเทศจึงหาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง อย่างไรก็ตามคุณภาพของผ้าฝ้ายนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพการผลิตผ้าและเส้นใยผ้าฝ้ายนั่นเอง และสาเหตุสำคัญที่มีการใช้ผ้าฝ้ายในเสื้อผ้าเด็กนั่นก็เพราะผ้าฝ้ายมีความสามารถในการถระบายความชื้นได้ดี มีเนื้อผ้านุ่ม และทำให้เกิดอาการแพ้น้อยมากหรือไม่เกิดเลย

1.2

ผ้าป่าน
ผ้าป่าน เป็นผ้าที่นิยมนำมาทำเป็นเสื้อผ้าเด็กรองลงมาจากผ้าฝ้าย มีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดีเหมือนผ้าย มีราคาถูกและหาได้ง่ายกว่าผ้าฝ้าย แต่จะมีความนุ่มไม่เท่าและทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากกว่าผ้าฝ้าย

ผ้าใยไผ่
ผ้าใยไผ่ หรือ Viscose bamboo ผ้าชนิดนี้ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวงการเสื้อผ้าสำหรับเด็กเลยทีเดียว เพราะถึงจะมีการใช้งานมาอย่างยาวนานแล้ว แต่เพิ่งถูกนำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าเด็กเมื่อไม่นานมานี้ แต่เดิมผ้าใยไผ่จะถูกผสมกับผ้าฝ้ายเพื่อผลิตเป็นเสื้อกันหนาว มีคุณสมบัติเด่นที่ตัวผ้านุ่มสบายแต่มีน้ำหนักเบา สามารถระบายอากาศได้ดี จึงนิยมใช้ในชุดนอนของเด็ก และนอกจากนี้เสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าใยไผ่ยังมีคุณสมบัติที่ต่างจากไปจากผ้าชนิดอื่นตรงที่ผ้าใยไผ่จะช่วยป้องกันแบคทีเรียและช่วยป้องกันรังสียูวีได้ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการปรับอุณหภูมิได้อีกด้วย ส่วนข้อเสียนั้นคือผ้าประเภทนี้มีการผลิตอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ทำให้หาเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าใยไผ่ได้ยากและยังมีราคาค่อนข้างแพงอีกด้วยเมื่อเทียบกับผ้าฝ้าย

1.3

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าผ้าที่ได้รับความนิยมนำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าเด็กในประเทศไทยตอนนี้หลักๆคงจะหนีไม้พ้นผ้าฝ้ายและผ้าป่านนั่นเอง

ข้อแตกต่างระหว่างผ้าฝ้ายและผ้าป่าน
ข้อแตกต่างระหว่างผ้าฝ้ายและผ้าป่านนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของเส้นใยและกระบวนการผลิตที่ใช้ผลิตเส้นใยหรือทอเป็นผ้า นอกจากนี้ผ้าป่านแม้จะมีราคาถูกกว่าผ้าฝ้ายแต่ก็มีโอกาสที่จะทำให้เด็กเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้มากกว่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผ้าทั้ง 2 ชนิดมีการระบายอากาศที่ดีพอๆ กัน

ทราบกันเช่นนี้แล้ว อย่าลืมนำหลักการที่เราแนะนำไปใช้ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้ลูกกันนะคะ จะได้ถนอมผิวเนื้ออันบอบบางของลูกน้อยที่คุณรักพร้อมกันค่ะ

 

Page 2 of 2